ภาษาไทย English

 

วัยฝันวันอนุบาล

 

        “ยามลมโบยโบก ใบไม้พลันโยกคลอน ร้อนลมแร้งระอุผ่าวราวเปลวไฟ ใบไม้โปรยโรยร่วง.....”   ปลายเดือนกุมภาพันธ์อย่างนี้อากาศเริ่มร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ บอกให้รู้ว่าฤดูร้อนเริ่มย่างกรายเข้ามาแล้ว ขณะที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่เป็นเวลาสายๆ ประมาณสิบโมงครึ่ง ตอนนี้เด็กอนุบาลที่โรงเรียนคงกำลังทำกิจกรรมวงกลมกันอยู่ และพอจะเดาได้ว่าช่วงสัปดาห์ท้ายๆ ก่อนปิดเทอมอย่างนี้ กิจกรรมวงกลมคงอบอวลไปด้วยบทเพลงไพเราะเกี่ยวกับฤดูร้อนที่กำลังเข้ามาเยือนเป็นแน่

          ในห้องอนุบาลนั้น แต่ละช่วงเวลาของวันมีกิจกรรมต่างๆ ให้เด็กทำต่อเนื่องไปอย่างมีจังหวะ  ทุกเช้า หลังจาก ร่ำลาพ่อแม่ที่หน้ารั้วแล้ว เด็กๆ จะเข้าห้องอย่างกระตือรือร้น ทุกคนเดินไปเก็บกระเป๋าที่มุมซึ่งมีที่แขวนติดรูปวาดซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของตน จากนั้นก็จะเริ่มต้นช่วงเวลาของการเล่นอิสระ  โดยบางคนก็อาจมุ่งตรงไปยังของเล่นที่ตนตั้งใจไว้ บางคนก็พูดคุยทักทายกัน บางคนก็ยืนเงียบๆ คอยดูว่าใครทำอะไร ใครเล่นอะไร ก่อนจะตัดสินใจว่าตัวเองจะเล่นอะไรหรือทำอะไร หรือแม้แต่ตัดสินใจว่าจะยังไม่ทำอะไรเลย ในระหว่างเวลาเล่นอิสระนี้ ครูจะเริ่มต้นการทำงานของตนซึ่งเป็นการเตรียมกิจกรรมหลักประจำแต่ละวันของสัปดาห์ อันได้แก่ วันสีเหลืองระบายสีน้ำ วันสีชมพูปั้นขี้ผึ้ง วันสีเขียวทำขนมปัง วันสีส้มเย็บปักถักร้อย และวันสีฟ้าทำความสะอาด ขณะที่เด็กส่วนหนึ่งง่วนอยู่กับการเล่น เด็กบางคนก็จะเข้าไปหาครู ขอช่วยเตรียมของเพื่อทำกิจกรรมหลัก บางคนก็ขอวาดรูป เด็กแต่ละคนต่างรู้ดีว่าในช่วงเช้าแบบนี้ในวันนี้ เขาจะทำอะไร และทำอย่างไร

 


          ในระหว่างที่ครูกับเด็กส่วนหนึ่งทำกิจกรรมหลักประจำวันอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องอย่างตั้งอกตั้งใจ  เด็กอีกส่วนหนึ่งก็เพลิดเพลินไปกับการเล่นของตนอย่างเอาจริงเอาจังเช่นกัน ในเวลาที่สิ่งต่างๆ ในห้องดำเนินไปอย่างราบรื่น เราจะรู้สึกว่ามุมกิจกรรมหลักที่มีครูทำงานอยู่กับเด็กนั้น เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของห้อง เป็นมุมสำหรับการเล่นแบบหนึ่งที่ไม่ต่างอะไรมากนักจากมุมอื่นๆที่เด็กกำลังเล่นอยู่ ความแตกต่างอยู่ตรงที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ พวกเขารู้ดีว่าเขาสามารถไปบอกครูที่ทำงานอยู่ที่นั่น ตรงนั้น และด้วยการสังเกตการเล่นของเด็กที่รายล้อมอยู่ในห้องอยู่ตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่ครูเห็นว่าจำเป็นจะต้องให้ความช่วยเหลือ เช่น เวลาที่การเล่นของเด็กอาจก่อให้เกิดอันตราย หรือเวลาที่เกิดความขัดแย้งระหว่างกันขึ้น ครูจะผละจากงานของตนด้วยท่าทีที่สงบและเข้าไปหาในทันทีเพื่อแนะนำการเล่นให้เป็นไปในทางที่ปลอดภัย หรือคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ช่วงเวลาของการเล่นอิสระนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆตามบรรยากาศการเล่นของเด็กทุกคนในห้อง

          เวลาผ่านไประยะหนึ่ง หลังจากเด็กพากันเวียนมาขอทำกิจกรรมหลักจนหมดแล้ว เมื่อได้เวลาครูจะเริ่มต้นเก็บของเล่นที่มุมๆหนึ่ง พร้อมกับร้องเพลงอย่างอ่อนโยนว่า “ทุกๆ สิ่งมีที่ของตน เด็กน้อยทุกคนมีห้วงเคหา จงพักหยุดยั้งกายา สู่ห้วงเคหารังนอน...” พอเสียงเพลงเริ่มเท่านั้น แทบทุกคนจะเงยหน้าขึ้นจากการเล่นของตนและมองไปรอบๆ เสียงเพลงเบาๆ ปลุกพวกเขาให้ตื่นจากการเล่น พวกเขารู้ได้ในทันทีว่าได้เวลาพาของเล่นกลับบ้านแล้ว แน่นอนว่ามีหลายคนอาจยังติดพันอยู่กับการเล่นของตัว ครูจะเดินไปหาและแสดงท่าทีให้รู้ว่าได้เวลาแล้ว และด้วยการนำของครูโดยที่อาจไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดเลยสักคำ ในที่สุดเด็กๆ ก็พากันเก็บของเล่นเข้าที่จนเรียบร้อย  เมื่อของเล่นกลับบ้านกันหมดแล้ว  เด็กๆจะพากันไปรอเข้าห้องน้ำ ล้างมือ แล้วต่างคนต่างก็ไปนั่งยังที่ประจำของตนเพื่อรอรับประทานของว่าง

           ในระหว่างนี้ เด็กโตสองคนที่ได้รับมอบหมายจากครูจะช่วยกันเตรียมน้ำดื่มใส่แก้วสำหรับทุกคน  เมื่อทุกคนพร้อม ครูจะนำเด็กท่องกลอนสั้นๆ ประกอบท่าที่ใช้นิ้วมือ เพื่อเตรียมเด็กๆเข้าสู่ช่วงเวลาของว่าง ก่อนรับประทานเด็กจะร้องเพลงแสดงความขอบคุณโลกและทุกสิ่งที่ทำให้เขาได้มีอาหารรับประทาน  ระหว่างรับประทานก็มีการพูดคุยกันเบาๆในเรื่องที่พวกเขาสนใจร่วมกัน เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเข้าสังคมของพวกเขาเลยทีเดียว จากนั้นทุกคนก็จะล้างจานและแก้วน้ำของตนเอง แล้วไปนั่งรอเป็นวงกลมเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน

          หากการเล่นอิสระเปรียบเสมือนกับการหายใจออก ที่เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้นำประสบการณ์ภายในของตนมาแสดงออกผ่านการเล่นแล้ว กิจกรรมวงกลมก็คงเปรียบเสมือนการหายใจเข้า บทเพลง บทกลอน ท่วงทำนองอันงดงามที่ครูคัดสรรมานั้น เปรียบเสมือนอาหารที่มีคุณค่าซึ่งครูนำมามอบให้กับเด็กๆทุกคน และไม่เพียงความงดงามเท่านั้น เรื่องราวต่างๆที่นำเสนอผ่านบทเพลง บทกลอน การทำท่าประกอบ ยังสอดประสานไปกับจังหวะการเคลื่อนของเวลาในแต่ละปี รวมทั้งกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับชีวิตของคนเราในแต่ละช่วงเวลาของปีอีกด้วย  ไม่ว่าจะเป็นการไถหว่าน ฤดูฝน การทำนา เข้าพรรษา ฤดูหนาว เกี่ยวข้าว ทอผ้า ฤดูร้อน ฯลฯ


   


           หลังจากกิจกรรมวงกลม ครูจะนำเด็กไปเล่นอิสระที่สนามกลางแจ้ง โดยใช้บทเพลงเพื่อเคลื่อนไปสู่กิจกรรมถัดไปเช่นเคย เมื่อได้ยินเสียงเพลง “เที่ยวพเนจร ซอกซอนพนาลัย.....” เริ่มขึ้น เด็กจะพากันไปหยิบหมวกจากที่แขวนมาสวม แล้วไปยืนรอกันที่หน้าประตู โดยรู้กันดีว่าเมื่อครูเปิดประตูแล้วพี่โตจะต้องรอให้น้องเล็กๆ ออกไปก่อน เมื่อทุกคนสวมรองเท้าเสร็จก็จะพากันเดินไปที่สนามพร้อมกับครู การเล่นอิสระกลางแจ้งก็คล้ายๆกันกับเล่นอิสระในห้อง คือ เด็กเลือกการเล่นเอง โดยมีครูคอยดูแลอยู่ในบริเวณที่เด็กเล่น ต่างกันตรงที่เด็กสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้มากกว่าในพื้นที่กว้างท่ามกลางสายลมที่สดชื่นและแสงแดดที่สดใส ระหว่างเล่นกลางแจ้งนี้ ครูอาจทำงานเล็กๆน้อยๆไปด้วยขณะที่คอยสังเกตการเล่นของเด็กด้วยความระมัดระวังกว่าช่วงเวลาที่อยู่ในห้อง   เนื่องจากพื้นที่กว้างๆ นี้ เด็กสามารถเลือกการเล่นที่มีความรวดเร็วว่องไว และมีหลายครั้งที่ความเร็วหรือความแรงในการเล่นอาจค่อยๆเพิ่มขึ้นโดยเด็กไม่รู้ตัว เมื่อมีความจำเป็น ครูจะเข้าช่วยเปลี่ยนทิศทางการเล่นให้ลดระดับความเร็วหรือความแรงลง หรือในบางกรณีก็อาจชวนให้เด็กเปลี่ยนไปสู่การเล่นอย่างใหม่ หรือการทำงานที่จะช่วยให้พวกเขาผ่อนคลายลง

          จากการเล่นอิสระกลางแจ้งซึ่งเปรียบเสมือนการหายใจออกอีกครั้งของช่วงเช้า ครูจะนำเด็กกลับเข้าห้องด้วยเสียงเพลงเดิมที่ใช้ตอนเก็บของเล่นในห้อง เมื่อได้ยินเสียงเพลง เด็กๆก็จะพากันเก็บของเล่นและชวนกันกลับห้อง เมื่อเข้ามาถึงในห้อง พวกเขาก็จะตรงไปล้างมือล้างเท้าในทันทีโดยไม่ต้องบอกแต่อย่างใด ล้างมือล้างเท้าเสร็จก็ดื่มน้ำ แล้วไปนั่งล้อมเป็นวงกลมรอฟังนิทาน ระหว่างรอให้ทุกคนพร้อม เด็กๆ ก็มีการพูดคุยกันบ้าง แต่เมื่อครูขยับตัวเพื่อหยิบไม้ขีดไฟออกจากกล่องมาจุดเทียนบนพานที่ตั้งอยู่กลางวง พวกเขาก็จะเงียบเสียงลงในทันที เพราะนั่นเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่านิทานกำลังจะเริ่มแล้ว ช่วงเวลาของนิทานเป็นช่วงเวลาของการหายใจเข้าอีกครั้งของเด็กๆ  ครูจะเล่านิทานที่มีคุณค่าและเหมาะสมกับวัย โดยเป็นการเล่าปากเปล่าอย่างตั้งอกตั้งใจ ราวกับว่ากำลังถ่ายทอดภาพฝันของนิทานในใจครูไปสู่เด็กที่นั่งอยู่รายรอบ

          เมื่อนิทานจบลง ครูจะร้องเพลงที่ร้องเป็นประจำเมื่อจบนิทาน จากนั้นก็เชิญเด็กคนหนึ่งมาดับเทียน เก็บพาน และเชิญเด็กๆ ลุกจากวงทีละคนไปนั่งที่โต๊ะรอรับประทานอาหาร เด็กโตจะได้รับมอบหมายให้ช่วยกันเตรียมน้ำ จาน ช้อนส้อม ยกหม้ออาหารจากหน้าห้องเข้ามาในห้อง เมื่อครูตักอาหารแล้วก็จะมอบให้เด็กโตคนหนึ่งช่วยแจกอาหารให้กับเด็กทุกคน หลังรับประทานเสร็จทุกคนจะช่วยกันเก็บล้างจาน ถ้วยน้ำ เช็ดโต๊ะ กวาดพื้น ก่อนที่จะอาบน้ำ และปูที่นอน งานที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ดูเหมือนเป็นงานที่ยาก หลายคนคิดว่าเด็กอนุบาลคงทำไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วเด็กอนุบาลทุกคนช่วยกันทำเป็นประจำอยู่ทุกวันที่โรงเรียน แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ทำงานเหล่านั้นอย่างชำนิชำนาญ หรือทำได้ดีในระดับเดียวกันกับผู้ใหญ่ แต่พวกเขาได้รับโอกาสที่จะทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินชีวิตของตัวเองภายในห้องอนุบาลที่พวกเขาเล่นอยู่ด้วยกัน โดยครูจะคอยดูแลช่วยเหลือเด็กๆในระหว่างที่ทำงาน ไม่ต่างอะไรกับที่คอยดูแลช่วยเหลือในระหว่างที่เล่นเลย และเมื่อทุกคนพร้อม พวกเขาก็จะพากันเข้านอนท่ามกลางเสียงเพลงเบาๆ ที่อ่อนโยนของครู

 


           จะเห็นได้ว่าในแต่ละวันของเด็กอนุบาลนั้น ทุกอย่างดำเนินไปอย่างมีจังหวะ ทั้งจังหวะเข้า-ออกของกิจกรรมในหนึ่งวัน จังหวะของวันในหนึ่งสัปดาห์ และจังหวะของฤดูกาลและเทศกาลต่างๆ ในหนึ่งปี เด็กโตหน่อยจะรู้ว่าหลังจากไหว้พระจันทร์ ก็จะมีลอยกระทง ต่อจากนั้นก็จะมีงานปีใหม่ เด็กจะรู้ว่าในวันสีเหลืองเขาจะได้ระบายสีน้ำ วันสีเขียวเขาจะได้เอาขนมปังที่ช่วยกันทำกับเพื่อนกลับบ้านไปฝากพ่อแม่ เขารู้ว่าเมื่อมาถึงห้องเขาต้องทำอะไรบ้าง เมื่อเสร็จจากกิจกรรมหนึ่ง เขารู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ไม่เพียงกิจกรรมต่างๆ จะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น การเคลื่อนต่อระหว่างกิจกรรมหนึ่งกับอีกกิจกรรมหนึ่งนั้นไหลเลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง ภายใต้บรรยากาศที่นุ่มนวลอ่อนโยน

          นอกจากจากนี้ เด็กยังเรียนรู้จากการเล่น การทำงาน และการทำซ้ำ การให้เด็กได้มีโอกาสเล่นอิสระ มีโอกาสทำงานที่เหมาะกับวัย โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดูแลตัวเอง และช่วยเหลือกันและกัน เช่น ล้างจาน ปูและเก็บที่นอน จัดโต๊ะอาหาร เก็บของเล่น ฯลฯ ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขากำลังเล่น งานที่เขากำลังทำ หรือเป็นโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักร่างกายของเขาเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบตัวเอง เรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับคนอื่น และยังเปิดโอกาสให้เด็กได้รู้จักกันและกันมากขึ้นอีกด้วย

          ในฐานะผู้ปกครองของเด็กอนุบาลคนหนึ่ง ดิฉันมองว่าการบ้านของผู้ปกครองอย่างเราๆ ก็คือทำอย่างไรที่บ้านจึงจะสามารถทำงานประสานสอดคล้องและต่อเนื่องในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับลูกๆ ของพวกเราได้ แน่นอน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยส่วนตัวดิฉันเองก็ไม่ใช่คนที่ดำเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างมีจังหวะจะโคน หรือไม่ได้เป็นคนที่จะก่อให้เกิดบรรยากาศที่อ่อนโยน นุ่มนวลมากเท่าใดนัก แต่ดิฉันเชื่อว่าหากเรามีโอกาสได้รับรู้ ได้เห็นภาพ และเข้าใจความหมายของคำยากๆ ที่ดูเหมือนง่าย อย่าง “จังหวะที่สม่ำเสมอ”, “การทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิต”, “บรรยากาศที่เคลื่อนไปอย่างนุ่มนวล” ฯลฯ รวมทั้งเห็นถึงประโยชน์ของการพยายามทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงแล้ว ภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับเรื่องยากๆเหล่านี้ น่าจะช่วยนำทางให้เราในการจัดการกับชีวิตประจำวันหลังรับลูกกลับจากโรงเรียนมาอยู่กับเราได้ดีขึ้นไม่มากก็น้อย ถือเป็นการทำงานที่ประสานสอดคล้องกันระหว่างผู้ปกครองกับโรงเรียน เพื่อเด็กๆ ทุกคนค่ะ

                                                                                                                             จุ๊บ