ภาษาไทย English

 

จนกว่าจะถึงวันดอกไม้บาน

 

          เมื่อลูกเข้ามาเป็นนักเรียนประถม 1 ของปัญโญทัย สิ่งแรก ๆ ที่สัมผัสได้ก็คือ ลูกดูมีความสุข มีชีวิตชีวา มีเรื่องราวเล่าให้ฟังระคนเสียงหัวเราะมากมาย มีเพลงเพราะๆที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนมาร้องให้ฟัง เป็นเพลงที่มีท่วงทำนองไพเราะ เนื้อร้องที่ภาษาสละสลวยงดงาม เนื้อหาที่ชื่นชมธรรมชาติ … สายฝนพรำ .. สายลมโบยโบก .. ลูกจะร้องซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่รู้เบื่อ เวลาเห็นลูกนั่งร้องเพลงเหล่านี้อยู่บนชิงช้าที่แกว่งไกวไปมาใต้ต้นมะม่วงอย่างมีความสุข ทำให้นึกถึงตอนตัวเองเป็นเด็กที่ไม่มีโอกาสเช่นนี้ และไพล่นึกไปถึงเด็กอื่นๆ ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาบวกลบเลข ท่องคำศัพท์ สะกดคำ โดยไม่มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งสวยงามที่จะมาหล่อเลี้ยงจิตใจดวงน้อยๆให้มีความละเอียดอ่อนเช่นนี้บ้าง

          วันหนึ่งลูกกลับมาพร้อมคำถามมากมาย เช่น "คนมีกี่หัวคะแม่"  "1 หัวค่ะ" คือคำตอบจากแม่ ลูกรีบบอกไม่ใช่ "มี 11 หัว หัวใจ หัวตา 2 หัว หัวคิ้ว 2 หัว หัวเข่า 2 หัว หัวแม่มือ 2 หัว หัวแม่เท้า 2 หัว แล้วก็หัวนี่ไง" ตอบเสร็จก็หัวเราะชอบใจใหญ่ ขำมาก  ลูกรู้จักอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายมากมายโดยไม่รู้ตัวอย่างสนุกสนาน และยังได้ขบคิดถึงแง่มุมอื่นๆ ในสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดด้วย เด็ก ๆ ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยความอัศจรรย์ใจ

          "หมอพรเล่านิทานให้ฟังทุกวันเลย" ลูกบอก พอให้ลูกเล่าให้ฟังบ้าง ลูกจะนั่งนึกแล้วบอกว่าจำไม่ได้แล้ว เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน ลูกเริ่มเล่าได้เป็นห้วงๆ ไม่ตลอดเรื่อง แต่ในระยะหลังลูกสามารถเล่าได้อย่างต่อเนื่องจนจบ   และยังแต่งเรื่องขึ้นเองอีกมากมายหลากสีสันด้วยถ้อยคำและประโยคที่บางครั้งได้ยินแล้วถึงกับนิ่งอึ้ง




          ถ้าจะเปรียบเทียบกับการเรียนในโรงเรียนทั่วไปก็เหมือนลูกได้เรียน อ่านเอาเรื่อง เรียงความ การใช้ภาษา คำศัพท์ (รวมทั้งราชาศัพท์) เข้าไว้โดยไม่รู้ตัว และสิ่งที่สำคัญกว่าที่ลูกได้เรียนรู้คือเนื้อหาในนิทานที่ลูกได้ซึมซับเข้าไว้ ถ้าได้มาฟังเด็กๆ เล่าทวนนิทานที่หมอพรเล่าให้ฟังไปแล้ว (โดยปกติถ้าเล่านิทานให้ฟังวันนี้ เด็กๆ จะช่วยกันเล่าทวนในวันรุ่งขึ้น) จะเห็นว่าเด็กๆ ซึมซับเอาทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไว้ ไม่เพียงแต่คำพูด แต่เป็นความรู้สึกที่โลดแล่นไปกับนิทานในช่วงที่เจ้าชายฟันฝ่าอันตราย เด็กๆจะรู้สึกถึงความยากลำบาก และคอยเอาใจช่วยให้ฟันฝ่าไปได้ และเมื่อถึงตอนที่ "แล้วเจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข" จะเห็นสีหน้าเด็กแสดงความโล่งอกและมีความสุขจริงๆ   ในนิทานความดีเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและพึงกระทำ ความชั่วร้ายเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง ความดีต้องต่อสู้กับความชั่วร้ายด้วยความยากลำบาก แล้วในที่สุดความดีก็ชนะความชั่วร้าย 
ภาพของนิทานประทับอยู่ในใจเด็กได้อย่างลึกซึ้ง  แตกต่างจากการที่พ่อแม่พร่ำสอนลูกว่า "หนูต้องเป็นเด็กดีนะ" เป็นไหนๆ

          ในการรู้คณิตศาสตร์ เด็กๆ จะได้ออกไปเก็บลูกสนหรือก้อนหินเล็กๆ เพื่อนำมาบวกลบคูณหารตามโจทก์ใกล้ตัว โดยเริ่มจากผลลัพธ์ขึ้นมา  ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่ามีทางเลือกที่หลากหลายสำหรับผลลัพธ์เดียวกัน  เด็กๆ ดูจะหวงแหนลูกสน ก้อนหินเหล่านี้มาก ทั้งๆ ที่ปกติเวลาเล่นอิสระ เด็กๆ ก็เก็บสิ่งเหล่านี้เล่นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว อาจเป็นเพราะว่าเด็ก ๆ ได้เดินเก็บก้อนหิน ลูกสน คัดเลือกขนาดและแบบด้วยตนเองตามจำนวนที่ต้องการ แล้วสิ่งเหล่านี้ได้นำมาซึ่งความรู้แปลกใหม่ที่เขาไม่เคยคาดคิด การเรียนรู้เลขสำหรับเด็กๆ ไม่ได้เป็นเรื่องแห้งแล้งหรือน่าเบื่อหน่ายสำหรับเขาเลย

          ทุกบ่ายเด็กๆ จะเล่นด้วยกัน กระต่ายขาเดียวดูจะเป็นการเล่นที่เด็กๆ โปรดปราน การทรงตัวบนขาเดียวและกระโดดไล่จับเพื่อนๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กๆ  จากต้นปีที่เด็กๆ กระโดดไม่คล่องนัก หลบหลีกโยกย้ายไม่ว่องไว จนเดี๋ยวนี้ทรงตัวบนขาเดียวได้ดี ไล่ต้อนโยกซ้ายโยกขวาได้คล่องแคล่ว พร้อมๆ กับความภูมิใจว่าเดี๋ยวนี้กระโดดได้เก่งขึ้นแล้ว สามารถจับเพื่อนคนที่วิ่งหนีได้เก่งไม่มีใครจับไหวเท่าไรได้แล้ว บางคนที่เคยกระโดดได้ไม่กี่ครั้งก็เหนื่อย เดี๋ยวนี้จับเพื่อนได้แล้ว และยังไล่เอาเพื่อนเหนื่อยด้วย ทุกคนพยายามเอาชนะตัวเอง ฝึกฝนกันอย่างตั้งอกตั้งใจ แพ้ชนะไม่ใช่สิ่งสำคัญเลยสำหรับเด็กๆ   ความเจ็บของบาดแผลที่ได้จากการหกล้มไม่สามารถขัดขวางความพยายามของเด็กๆ ได้



           เด็กๆ รับรู้ด้วยตนเองว่าการจะพัฒนาตนเองขึ้นมา เขาจะต้องพยายาม  ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ  เช่นเดียวกับผลงานจากงานหัตถกรรม เชือกถัก และตุ๊กตาแมว  กว่าเด็กๆจะสามารถสอดประสานนิ้วมือของตัวเองกับไหมพรมอย่างได้จังหวะ เพื่อให้ได้เชือกถักเส้นยาวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บางคนต้องเลาะออกถักใหม่หลายรอบ ท้อแท้ในบางครั้ง บ่นไปทำไปบ้างในบางครั้ง แต่ก็พยายามจนสำเร็จ การถักนิตติ้งเริ่มจากเด็กๆจะต้องขัดเหลาไม้ถักเองด้วยกระดาษทรายจนผิวเรียบลื่นพอ ปลายแหลมพอเหมาะ และใช้ไม้ที่ได้ถักทอไหมพรมเป็นแผ่น เด็กๆ ต้องมีสมาธิอย่างมากในการสอดไม้ 2 อันกับไหมพรมให้ถูกต้องตามขั้นตอน และคอยนับจำนวนห่วงที่ได้ในแต่ละแถวให้เท่ากัน เด็กๆ ได้อยู่นิ่งๆ ทุ่มเทพลังกาย พลังใจ และพลังความคิดทั้งหมดไปในการถัก  แน่นอน ผลงานที่ได้เป็นสิ่งที่เด็กๆ ภูมิใจและหวงแหนมาก  เพื่อนๆ ที่เสร็จก่อนก็จะมาช่วยเหลือคนที่ทำยังไม่เสร็จ ช่วยดู ช่วยนับห่วง ช่วยสอนวิธีเย็บ วิธีปลดห่วงคอยเตือนเพื่อนว่าอย่ามัวคุยเดี๋ยวจะทำผิด และช่วยให้กำลังใจ เด็กๆ ทุกคนเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ หยิบยื่นน้ำใจให้แก่กัน

          เวลาผ่านไปจนครบรอบวันเกิดของเพื่อนทีละคนๆ  ลูกเริ่มมีกลอนวันเกิดของเพื่อนคนโน้นคนนี้มาเล่าให้ฟัง กลอนเหล่านี้เป็นกลอนที่หมอพรแต่งขึ้นเพื่อมอบให้เด็กๆ เป็นของขวัญวันเกิด เมื่อเราได้ฟังกลอนแต่ละบท จะนึกภาพเพื่อนของลูกได้ทีเดียว บทกลอนใช้ภาษาที่งดงาม เต็มไปด้วยพลังและศรัทธาที่ครูมีต่อเด็กๆ  พร้อมที่จะผลักดันให้เด็กๆ ได้ไปสู่อนาคตของตัวเองอย่างเป็นตัวตนของตนเอง  เด็กๆ อาจไม่เข้าใจความหมายในตอนนี้ แต่สักวันหนึ่งเมื่อโตขึ้นกลอนเหล่านี้เปรียบเสมือนคลื่นใต้น้ำที่ก่อตัวพัดพาชีวิตไปในทางของตนเองอย่างมีพลังทีเดียว   เด็กๆ สามารถท่องกลอนวันเกิดของเพื่อนๆ ได้ทุกคน และบางครั้งเด็กๆ ก็ชอบเอามาท่องกันพูดกันเป็นภาษากลอน โดยใช้คำที่เรียนรู้มาสอดประสานกันใหม่

          เด็กๆ ยังได้เรียนรู้การวาดรูป ระบายสีน้ำ ปั้นขี้ผึ้ง  ซึ่งขณะที่เด็กๆ ทำงานศิลปะเหล่านี้ จะตั้งใจทำและนิ่งอยู่กับงานของตัวเองได้นานๆ  นอกจากนั้นยังทำให้เด็กมีจิตใจละเอียดอ่อน ซึมซาบไปกับธรรมชาติและความงดงามของสีสันต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ บรรจงแต่งแต้มลงไป

        ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ไม่เพียงแต่ลูกมีความสุขเท่านั้น  แต่สิ่งที่ลูกได้เรียนรู้นั้นมีคุณค่ามาก ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกทำมีความหมายสำหรับลูก ลูกได้ทำเองตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ลูกได้ซึมซับความงดงามของธรรมชาติของโลกรอบตัวเข้าไว้ ลูกได้เรียนรู้ถึงความอดทน ความพยายามที่จะทำงานให้เสร็จลุล่วงไป ลูกรู้จักหยิบยื่นน้ำใจต่อเพื่อน  ทั้งหมดนี้จะหล่อหลอมอยู่ในตัวตนของลูก และทำให้ลูกยืนหยัดอยู่บนโลกได้อย่างมั่นคง

                                                                                                                  น้อง