ภาษาไทย English

 

บุคลากร

 

         ปัญโญทัย ดำเนินงานโดยคณะผู้สอนซึ่งผ่านกระบวนการอบรมในปรัชญาและมรรควิธีของวอลดอร์ฟ  ตลอดจนธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กแต่ละวัยมาแล้ว  อย่างไรก็ตาม การศึกษาและพัฒนาตนเองของครูก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง  เพื่อให้สามารถนำหลักการที่เรียนรู้มาปรับใช้ในห้องเรียนได้อย่างสอดคล้องกับภูมิหลัง ความสามารถ และบุคลิกลักษณะของนักเรียน  ครูผู้สอนต่างเข้ามาด้วยสำนึกที่ต้องการใชัชีวิตอย่างมีคุณค่า  ประสงค์จะทำสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตและสังคม  ปรารถนาจะร่วมสานฝันกับ ปัญโญทัย ทุกคนเข้ามาเนื่องจากเห็นว่างานที่นี่คือการบ่มเพาะหล่อหลอมความเป็นมนุษย์ในตัวเด็กและตัวเราเอง

 

น.พ. พร พันธุ์โอสถ

         หลังจากสำเร็จแพทยศาสตร์บัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หมอพรทำงานในโรงพยาบาลและคลีนิคมาร่วม 10 ปี โดยพุ่งความสนใจไปในการบริการผู้ยากไร้และเด็กด้อยโอกาส แต่เห็นว่าการเยียวยาทางกายไม่อาจแก้ไขปัญหาที่แท้จริงของสังคมได้ มีแต่การยกระดับจิตสำนึกของมนุษย์เท่านั้น และวิถีที่จะพัฒนามนุษย์ได้อย่างทั่วด้านคือการศึกษาแนววอลดอร์ฟ จึงเดินทางไปศึกษาที่อเมริกาจนสำเร็จปริญญาโททางการศึกษา Waldorf ทั้งระดับปฐมวัยและประถม-มัธยมต้น หลังจากกลับมาได้ก่อตั้ง ปัญโญทัย ขึ้นเมื่อปี 2539 เพื่อนำการศึกษาแนววอลดอร์ฟมาใช้กับเด็กไทย พร้อมกันนั้นก็พยายามผลักดันให้การศึกษาไทยเป็นอิสระ เป็นไปเพื่อพัฒนามนุษย์อย่างแท้จริง จนเป็นผลให้พรบ. การศึกษาฉบับใหม่นี้เปิดกว้างมากขึ้น ต่อมาภายหลังได้ผ่านการอบรมการสอนแนววอล-ดอร์ฟระดับมัธยมปลายที่ออสเตรเลี

         หมอพรเข้าร่วมการประชุมวิชาการระดับนานาชาติตามทวีปต่าง ๆ มามากมายหลายครั้ง เดินทางไปบรรยายตามที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้ว นอกจากนั้นยังมีผลงานการเขียน และเป็นวิทยากรประจำของรัถยาคมทำการฝึกอบรมครูวอลดอร์ฟในประเทศไทย เป็นผู้แทนของชมรมมนุษยปรัชญาประจำประเทศไทย กรรมการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก และ Ashoka Fellow และ 1 ใน 50 นักสังคมศาสตร์การแพทย์ของไทย  ล่าสุดได้รับโล่ห์ประกาศเกียรติคุณ “ทูตพิทักษ์สิทธิเด็กแห่งปี 2553”  สาขานักพัฒนาเอกชน   จากคณะทำงานด้านเด็ก ร่วมกับภาคีเครือข่ายคนทำงานด้านเด็ก

 

จันทร์เพ็ญ พันธุ์โอสถ


 

         ภายหลังสำเร็จการศึกษาจากแผนกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬา คุณปุ๊ผ่านการทำงานด้านสื่อมวลชนสลับกับบริษัทธุรกิจ แทรกด้วยการรับราชการชั่ววูบที่กระทรวงการต่างประเทศ จากนั้นจึงหันมาทำงานอิสระด้วยการแปลหนังสือและวีดีโอ จนมีลูกจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความสนใจในการดูแลและพัฒนาเด็ก

         คุณปุ๊ได้ศึกษาทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับเด็ก จนได้รู้จักชาวเยอรมันซึ่งพยายามเผยแพร่แนวคิดวอลดอร์ฟ พบว่าแนวคิดนี้แตกต่างจากแนวอื่น ๆ อย่างมาก โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจในธรรมชาติของเด็ก ซึ่งแยกไม่ออกจากกระบวนการพัฒนาทั้งหมดของมนุษย์ และสไตเนอร์ได้ให้มุมมองที่ลึกซึ้งรอบด้าน จนรู้สึกขอบคุณตลอดมาที่ได้รู้จักแนวคิดนี้ เพราะช่วยให้ทิศทางที่ดีงามในการดูแลลูก ตลอดจนการดำเนินชีวิตของตัวเอง

         ทั้งครอบครัวได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาเกี่ยวกับวอลดอร์ฟที่อเมริกา เมื่อกลับมาเมืองไทยได้ก่อตั้งปัญโญทัยขึ้น โดยหวังจะให้เด็กไทยมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างที่ควรจะได้รับ ขณะเดียวกันเพื่อให้ผู้ที่สนใจแสวงหาได้มีโอกาสเรียนรู้ เกี่ยวกับแนวคิดนี้ ประกอบกับเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีสถาบันฝึกหัดครูวอลดอร์ฟ ที่มีความเข้าใจสภาพสังคมและเด็กไทย จึงดำเนินการจัดอบรมสำหรับผู้ที่ประสงค์จะศึกษาเกี่ยวกับ Waldorf อย่างลึกซึ้งจริงจังขึ้นในนามของรัถยาคม นอกจากนั้นยังแปลหนังสือเกี่ยวกับ Waldorf ออกมาเป็นภาษาไทยหลายเล่ม เพื่อช่วยให้คนไทยที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับวอลดอร์ฟได้ง่ายขึ้น

 

อรุณรัตน์ เฉลิมพรพงศ์


 

         ครูน้องจบปริญญาตรีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วกลับมาศึกษาต่อด้านบริหารธุรกิจ จนสำเร็จปริญญาโทจากเอแบค พร้อมกันนั้นก็สอนภาษาไทยให้คนจีนในประเทศไทย และเป็นอาจารย์พิเศษด้านการตลาดที่วิทยาลัยกรุงเทพการบัญชี

         หลังจากมีสมาชิกในครอบครัวครบถ้วน ครูน้องตัดสินใจลาออกจากผู้อำนวยสินเชื่อด้านบริษัทข้ามชาติของธนาคารกรุงเทพ มาดูแลลูกเต็มเวลา ระหว่างแสวงหาโรงเรียนประถมให้ลูก ครูน้องได้มีโอกาสอ่านหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาวอลดอร์ฟ และรู้สึกแปลกใจที่มีระบบการศึกษาที่คำนึงถึงเด็กในทุกมิติอย่างแท้จริงเช่นนี้ จึงพาลูกมาเรียนที่ปัญโญทัย ทำให้มีโอกาสสัมผัสกับการทำงานที่นี่มากขึ้น และตระหนักถึงการทุ่มเทเพื่อเด็กของคนที่นี่ จนกระทั่งเข้าร่วมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์ปัญโญทัยด้วย

         ครูน้องผ่านการอบรม "วอลดอร์ฟบนพื้นฐานมนุษยปรัชญา" จากรัถยาคมแล้ว และเคยเข้าร่วมการอบรมการสอนแนววอลดอร์ฟระดับมัธยมปลายที่ออสเตรเลีย

 

จันทร์เพ็ญ เชียงกูล


 

         หลังจากเรียนจบอักษรศาสตร์ จุฬา ครูไต่ทำงานด้านเครื่องแต่งกายให้ละครโทรทัศน์ ก่อนจะอพยพไปอยู่กับพี่ที่อเมริกา เรียนการผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่ UCLA ต่อด้วยการออกแบบเทคนิคการละครที่มหาวิทยาลัยซินซินแนตติ ทำงานด้านการแต่งหน้าในเทศกาลละครเชคสเปียร์ จากนั้นทำงานให้ททท . ใน LA ครั้นกลับมาเมืองไทย ไต่ทำงานแปลต่าง ๆ ไปจนถึงงานโครงการสวนสนุก จนมีลูกจึงออกจากงานมาทำหน้าที่แม่

         ขณะหาโรงเรียนให้ลูก ครูไต่รู้สึกว่าปัญโญทัยคือสถานที่ที่อยากให้ลูกเข้ามาเรียน เพราะให้ความสำคัญกับทุก ๆ ด้านของเด็ก ประกอบได้เข้าอบรม "วอลดอร์ฟบนพื้นฐานมนุษยปรัชญา" ที่รัถยาคมจัด ทำให้ครูไต่สนใจอยากจะช่วยงานที่ปัญโญทัย ครั้นเข้ามาทำจึงได้รู้ว่าคนแรกที่ต้องช่วยคือตัวเอง ที่ต้องพัฒนาเป็นสิ่งแรกก่อนที่จะไปพัฒนาเด็ก งานนี้ไม่ง่ายเลยแต่ครูไต่ก็คิดว่าโอกาสทองอย่างนี้จะไปหาที่ไหนได้อีก

 

         หลังจากได้รับปริญญาตรีจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่การอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครูเผือกได้เริ่มการทำงานในตำแหน่งผู้ตรวจสอบคุณภาพของบริษัทอาหารทะเลแช่แข็ง ก่อนจะย้ายมาที่บริษัทกาแฟ

         ผ่านการทำงานมา 15 ปี ครูเผือกรู้สึกเบื่อหน่ายกับระบบธุรกิจซึ่งเต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบ มองเห็นคนทำงานเป็นเพียงเครื่องมือในการประกอบกิจการ ใช้เงินทองทรัพย์สินและผลงานเป็นตัววัดคุณค่ามนุษย์ ขาดคุณค่าทางด้านจิตใจ รวมทั้งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้ร่วมงานให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสังคมได้

     เมื่อรู้ถึงกระบวนการพัฒนาด้านจิตใจของการศึกษาแนววอลดอร์ฟว่าจะต้องวางพื้น ฐานตั้งแต่เด็ก ยากที่จะแก้ไขความคิดความเคยชินในผู้ใหญ่ได้ ครูเผือกจึงเข้าร่วมการอบรม "วอลดอร์ฟบนพื้นฐานมนุษยปรัชญา" พร้อมทั้งลาออกจากผู้จัดการฝ่ายผลิตมาทำหน้าที่ครู เพื่อเริ่มต้นวางพื้นฐานที่ดีงามให้แก่เด็กตั้งแต่แรกเริ่ม

จรูญ เฉลิมพรพงศ์

 

ศุจีรา สุวีรานนท์


 

         ครูปูจบคณะรัฐศาสตร์ จุฬา ได้ทำงานด้านข่าวและวิจัยก่อนจะศึกษาต่อปริญญาโทที่นิเทศศาสตร์สถาบันเดิม หลังจากจบแล้วได้ทำงานที่สถาบันวิจัยสังคม พร้อมกันนั้นครูปูได้อ่าน "โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง" อีกครั้ง หนังสือเล่มนี้ปลุกความฝันถึงโรงเรียนและครูใจดีที่เข้าใจเด็กตัวน้อย ต่อมาครูปูได้มาอบรมเรียนรู้แนวทางวอลดอร์ฟจากรัถยา-คม รู้สึกว่าวอลดอร์ฟเข้าใจธรรมชาติของเด็ก ยิ่งได้เรียนรู้เรื่องวอลดอร์ฟมากขึ้น ครูปูก็ยิ่งมั่นใจว่าเป็นแนวทางการศึกษาที่ตอบรับความคิดอุดมคติของตนเอง จึงอยากทำงานกับเด็กตามแนวทางนี้

 

         เมื่อสำเร็จปริญญาตรีสาขาการศึกษาปฐมวัยจากคณะครุศาสตร์ จุฬา ครูเอ็มได้เข้าทำงานที่บริษัทธุรกิจแห่งหนึ่ง แต่เกิดความรู้สึกว่าชีวิตต้องการอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น จึงหันกลับมาศึกษาวิชาชีพครูต่อ

         ระหว่างที่ศึกษาระดับปริญญาโทอยู่นั้น ครูเอ็มได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการพัฒนาและใช้หลักสูตรของโรงเรียนอนุบาลที่ใช้แนวคิด วอลดอร์ฟ จึงขอเข้ามาศึกษาดูงานที่ปัญโญทัย เข้าร่วมกลุ่มศึกษากับคณะครู และเข้ารับการอบรม "วอลดอร์ฟบนพื้นฐานมนุษยปรัชญา" จากรัถยาคม ครูเอ็มวนเวียนอยู่แถวปัญโญทัยมานับแต่นั้น

         ขณะศึกษาปริญญาเอกสาขาหลักสูตรและการสอน ส่วนหนึ่งของการศึกษาทำให้ครูเอ็มมีโอกาสไปดูงานที่โรงเรียนวอลดอร์ฟและโรงเรียนแนวอื่น ในโคโลราโด นอกเหนือจากที่เคยไปดูที่ยุโรปมาแล้วระหว่างการศึกษาปริญญาโท เมื่อกลับมาก็ได้มีโอกาสสอนเด็กจากมูลนิธิคุ้มครองเด็กตามโครงการเพื่อสังคมของปัญโญทัยในวันสุดสัปดาห์ เด็ก ๆ ทำให้ครูเอ็ม รู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย ประกอบกับการทำงานของครูที่ปัญโญทัย เป็นแรงบันดาลใจให้ครูเอ็มตัดสินใจก้าวเข้ามาร่วมทางมากกว่าจะเป็นนักวิชาการตามที่ใคร ๆ คาดหวัง

วีณา ก๊วยสมบูรณ์


 

 

 

อนันต์ เหลืองโพธิ์แมน


 
 

         หลังจากครูอนันต์จบมัธยมปลายที่เชียงรายก็เข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ พอเรียนได้สักพักหนึ่ง คำถามที่ค้างคาใจก็กลับมา “ทำไมต้องแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายขนาดนี้ ความเป็นมนุษย์ และมิตรภาพที่แท้จริง คุณค่าของการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันมันอยู่ตรงไหน เราเกิดมาเพื่ออะไร เราเรียนไปเพื่ออะไร” ครูอนันต์คิดว่าการได้ทำงานเป็นเรื่องเป็นราวจะช่วยหาคำตอบได้ ช่วงนั้นจึงทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่ธุรกิจคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงตกแต่งภายใน แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่พอใจ

         ชีวิตช่วงหนึ่งครูอนันต์มีเวลาได้ไตร่ตรองชีวิต ได้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และสังคม จนเมื่อลูกมาเรียนที่ปัญโญทัย ครูอนันต์จึงต้องการเรียนรู้และเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานการศึกษาซึ่งมุ่งหวังให้เด็ก ๆ เติบโตเป็นมนุษย์ที่สม-บรูณ์ในอนาคตด้วย เพราะรู้สึกว่าการเป็นครูนับเป็นจุดผกผันของชีวิตอีกครั้ง มนุษย-ปรัชญาทำให้ต้องมองชีวิตอย่างละเอียด ลึกซึ้ง และเป็นจริงมากที่สุด ครูอนันต์เห็นว่าการร่วมงานที่ปัญโญทัยจะเป็นประโยชน์กับการพัฒนาความรู้ของตัวเองได้อย่างจริงจัง และมีความกระจ่างชัดเจนยิ่งขึ้น

 

รัททพล ฟูตระกูล


         ครูหนุ่ยสำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เริ่มงานในฐานะผู้ช่วยนักวิจัยกฎหมายในสำนักงานศาลยุติธรรม สังกัดกระทรวง ยุติธรรม จากนั้นได้เปลี่ยนมาทำงานบริษัทที่ให้คำปรึกษาทางกฎหมายระหว่างประเทศ ในฐานะผู้ช่วยทนายทางด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมและการแปรรูปองค์กร

        ครูหนุ่ยไม่เห็นด้วยกับระบบการศึกษาที่มุ่งเน้นให้เด็กเรียนท่องจำมากกว่าค้นหาความ เข้าใจในชีวิต ประกอบกับต้องการค้นหาแนวทางการให้การศึกษาที่เข้าใจและตอบสนอง พัฒนาการของเด็ก โดยที่ตนเองสามารถที่จะให้การศึกษาแก่บุตรได้ด้วย จากการแนะนำของ ครูอ้อ จึงได้รู้จักแนวการศึกษาวอลดอร์ฟและมนุษยปรัชญา ในช่วงเวลาดังกล่าวครูหนุ่ยได้มีโอกาสเข้าสังเกตการณ์การสอนภายในโรงเรียนปัญโญทัยเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนตัดสินใจลาออกจากงานและเดินทางไปศึกษาต่อทางด้านปรัชญา การศึกษาดังกล่าว ณ Friere Hochschule Stuttgart Padagogik ประเทศเยอรมนี หลังจากสำเร็จการศึกษาที่นั่นแล้ว ครูหนุ่ยได้กลับมาทำงานสอนที่ปัญโญทัย

 

 

สุภาพร วงศ์ศิริกุล


 

         ช่วง 4 ปีที่อยู่ในรั้วธรรมศาสตร์ ครูแบนได้มีโอกาสทำกิจกรรมหลายอย่าง รวมทั้งเป็นประธานชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท สิ่งเหล่านี้เปิดโอกาสให้ครูแบนได้เห็น สัมผัส ขบคิดกับปัญหาหลายอย่างของสังคม รวมทั้งปัญหาด้านการศึกษาของบ้านเราด้วย

        หลังจากที่จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาสถิติศาสตร์ และปริญญาโทสาขาคอมพิวเตอร์จากนิด้าแล้ว ครูแบนทำงานด้านคอมพิวเตอร์ในบริษัทเอกชนอยู่สิบกว่าปี จนกระทั่งชีวิตครอบครัวทำให้ครูแบนหันเหชีวิต จากผู้หญิงทำงานมาเป็นแม่บ้านดูแลลูก และก็เป็นโอกาสที่ทำให้ได้ทบทวนกับตัวเองว่า ชีวิตนี้ต้องการอะไร ครูแบนพบว่าตนเองต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาสังคม ประกอบกับได้เข้าอบรม “วอลดอร์ฟบนพื้นฐานมนุษยปรัชญา” ที่รัถยาคมจัด ได้พบปะกับกลุ่มครูปัญโญทัย ทำให้ครูแบนอยากเข้ามาร่วมงานที่นี่

 

กิ่งพร ประพันธ์พจน์


 
 

         ตลอดชีวิตการเรียนจนจบอักษรศาสตร์ จุฬา น้ากิ่งมีความขัดแย้งทางความคิดกับครูอาจารย์เสมอ จนตั้งปณิธานว่าอาชีพที่จะไม่ทำคือการเป็นครู ระหว่างนั้นน้ากิ่งได้มีโอกาสทำงานกับเยาวชนอยู่หลายครั้ง มีความคิดว่าการแก้ปัญหาของประเทศชาติต้องเริ่มที่การให้การศึกษาที่ดีแก่เด็ก

         แต่ครั้นจบออกมาน้ากิ่งก็เข้าสู่ระบบธุรกิจตามแบบแผนทั่วไป และพบว่าตนเองไม่เคยมีความสุขจากการทำงานเลย จนในที่สุดเมื่อมีลูกน้ากิ่งจึงออกมาช่วยกิจการที่บ้าน และคิดหาโรงเรียนที่ลูกจะมีความสุข โรงเรียนที่จะทำให้ลูกได้รู้จักตัวเอง

         ในระหว่างนี้น้ากิ่งได้ติดตามสามีไปอยู่อเมริกาเป็นเวลา 3 ปี และเพราะลูกนี่เองทำให้กิ่งค้นพบระบบการศึกษาวอลดอร์ฟ ระหว่างที่ลูกเรียนอยู่น้ากิ่งได้เป็นอาสาสมัครให้กับโรงเรียนลูก (Baltimore Waldorf School) โดยช่วยงานในชั้นอนุบาล เมื่อกลับมาเมืองไทยน้ากิ่งพาลูกมาเรียนที่ปัญโญทัย โดยคิดแต่เพียงจะหาสถานที่ที่ลูกจะมีความสุขกับชีวิตวัยเรียน แต่สถานที่แห่งเดียวกันนี้กลับเป็นที่ทำงานที่มีความสุขของตัวเองด้วย

 

 

ภารดี  วงศ์บุญเกิด


 

         น้ามาเราะห์เริ่มเข้าสู่เส้นทางการศึกษา เมื่อครอบครัวเริ่มกิจการโรงเรียน อนุบาลขึ้น แม้จะจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจมาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ ผ่านงานบริษัทเอกชนและที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมาแล้ว น้าเราะห์ก็เบนเข็มมาศึกษาปริญญาตรี สาขาการศึกษาปฐมวัย สถาบันราชภัฏสวนดุสิต ต่อด้วยปริญญาโท คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสาขาเดียวกัน

         การเรียนที่จุฬาฯ ทำให้น้าเราะห์รู้จักวอลดอร์ฟ จึงมุ่งมาที่ปัญโญทัย เพราะเห็นว่าเป็นโรงเรียนที่มีความชัดเจนในการจัดการศึกษาวอลดอร์ฟ และทำงานเพื่อพัฒนาเด็กอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันน้าเราะห์ก็ได้เข้าร่วมการอบรมครูอนุบาลวอลดอร์ฟซึ่งจัดโดยสมาคมปฐมวัย วอลดอร์ฟ นานาชาติด้วย

 

         น้าจอยเกิด เติบโต และได้รับการศึกษาที่นครปฐม จนเมื่อสำเร็จการศึกษาจากศิลปากร ซึ่งเริ่มจากการเรียนเทคโนโลยีชีวภาพ แล้วย้ายไปเรียนอักษรศาสตร์ในปี 3 หลังจากนั้นได้เริ่มชีวิตการทำงานด้วยการเป็นครูอนุบาล ระหว่างนั้นน้าจอยได้เข้าร่วมการอบรมครูอนุบาลวอลดอร์ฟ ซึ่งจัดโดยสมาคมปฐมวัยวอลดอร์ฟนานาชาติ

       น้าจอยต้องการเรียนรู้การศึกษาแนววอลดอร์ฟอย่างจริงจัง ต้องการทำงานที่ให้คุณค่าต่อตนเองและสังคม จึงตัดสินใจมาทำงานที่ปัญโญทัย เพราะคิดว่าที่นี่จะสามารถชี้แนะและพัฒนาศักยภาพภายในของครูได้

         จากเดิมที่ไม่เคยมีความคิดจะเป็นครูเพราะกระแสสังคมที่เห็นว่าครูเป็นสาขาสุดท้ายที่ใครๆ จะเลือกเรียน น้าจอยเริ่มตระหนักว่างานครูถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และหนักมาก เพราะต้องมีความรับผิดชอบต่อชีวิต ความคิด การกระทำของตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อวิธีคิด ชีวิตของเด็กๆ จึงไม่ปฏิเสธที่จะทำในสิ่งที่ยากและคนทั่วไปไม่นิยมทำกัน

พรรณราย โพธิ์ชัย


 

 

 

นิรามิส เกียรติบุญศรี


 

         ครูนีเรียนภาษาจีนมาตั้งแต่เล็ก ภายหลังสำเร็จปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครูนีได้เดินทางไปศึกษาภาษาจีนที่คณะภาษาและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง จากนั้นจึงศึกษาปริญญาโทต่อที่คณะศิลปศาสตร์ สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านการทำงานที่บริษัทไอซีซี พร้อมกับเป็นอาจารย์พิเศษภาษาจีนที่สถาบันวิทยสถานแห่งวัฒนธรรมตะวันออก นอกจากนั้นยังแปลและเขียนหนังสือภาษาจีนออกมาหลายเล่มด้วยกัน

         ครูนีได้เห็นหลานที่เข้าโรงเรียนนานาชาติ ต้องเรียนหนักมาโดยตลอด และสูญเสียความสดใสของวัยเด็กไปทุกที ขณะที่หลานซึ่งเรียนที่ปัญโญทัยคงความความสดชื่นแจ่มใสทั้งทางใจและสติปัญญาไว้ได้ตลอดมา ครูนีจึงเกิดความสนใจในแนวคิดและระบบการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณค่า ความเป็นมนุษย์   ได้เข้าร่วมการอบรม "วอล- ดอร์ฟบนพื้นฐานมนุษยปรัชญา" จากรัถยาคม และอยากมีส่วนร่วมในการให้การศึกษากับเด็ก ๆ ในวิถีทางที่ดีกว่า เพื่อให้เด็ก ๆ เติบโตขึ้นอย่างมีคุณค่า  

 

จงกลณี วีระเศรษฐกุล


 

         ครูจงเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯจนจบพืชไร่-นาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทำงานตามสาขาที่เรียนและที่ไม่ได้เรียน จากนั้นก็มีโอกาสไปใช้ชีวิตและเรียนอยู่ต่างแดนจนได้ปริญญาโทด้านการศึกษาแรงงานจาก University of Queensland

         เมื่อได้อ่าน "บนหนทางแห่งความหมาย" ครูจงก็รู้สึกว่าเด็กที่ได้เรียนในระบบนี้โชคดีเหลือเกิน เมื่อไม่ได้เป็นเด็กที่โชคดีก็ขอเป็นผู้ใหญ่ที่มีโชคแล้วกัน การตัดสินใจนี้ทำให้มีโอกาสได้พบกับครูวอลดอร์ฟที่มีประสบการณ์หลายท่าน และได้สังเกตการสอนจากโรงเรียนวอลดอร์ฟหลายแห่ง รวมทั้งได้เป็นครูสอนเด็กกลุ่มหนึ่งตั้งแต่ชั้นป. 1-6  ครูจงรู้จักปัญโญทัยหลายปีมาแล้ว ตอนนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ได้เข้ามาเป็นบุคลากรคนหนึ่ง

 

         จากประสบการณ์ระหว่างเรียนทันตแพทย์ในมหาวิทยาลัยไปฝึกงานตามต่างจังหวัด และโรงพยาบาลในกรุงเทพ ประกอบกับการไปใช้ทุนในโรงพยาบาลต่างจังหวัด ทำงานตามคลีนิคและโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ รวมทั้งการเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ครูจิ๊บได้พบเห็นเรื่องราวชีวิตของผู้คนที่ หลากหลาย จนกระทั่งมีลูกคนแรก จึงเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการให้การดูแลเด็กนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่สำคัญสำหรับมนุษย์

         การได้มีโอกาสสัมผัสและเข้าร่วมในการเป็นจุดเริ่มต้นของเด็กในด้านการศึกษา ไม่ได้เป็นการเสียดายเวลาหรือการเสียโอกาสในชีวิตแต่อย่างใด แต่กลับเป็นการเปิดโลกและโอกาสที่จะได้เรียนรู้สัมผัสโลกใบใหม่ทั้งของตนเอง และเข้าไปพบโลกที่งดงามของเด็กแต่ละคนที่ปัจจุบันถูกกระแสสังคมต่างๆ มาบดบังสิ่งงดงามที่มีอยู่ใน ตัวเด็กทุก ๆ คนที่ควรจะได้ฉายออกมาให้สมกับวัยและความเป็นตัวตนของพวกเขา และหวังจะได้มีโอกาสช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็ก ๆ ที่เป็นสิ่งดีงามของเขาเหล่านั้น ให้พวกเขามีโอกาสได้สร้างสรรค์สังคมของพวกเขาที่งดงามได้ในอนาคต ด้วยตัวของเขาเอง

รพีพรรณ จงจีรกาล


 

 

จิตรา ธนาโอฬาร 

         ปีสุดท้ายของการเรียนที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิชาเอกภาษาเยอรมัน ครูอ้อได้ไปสังเกตการณ์ในโรงเรียนแนวทางต่าง ๆ หลายแห่ง เมื่อมาถึงปัญโญทัย ครูอ้อรู้สึกว่าการศึกษาแนวนี้ละเอียดลึกซึ้งมาก ไม่เพียงสอดคล้องและมีพื้นฐานมาจากพัฒนาการเด็ก ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในมนุษย์ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาความเป็นมนุษย์อีกด้วย

         ครูอ้อจึงไม่ลังเลใจที่จะเริ่มชีวิตการทำงานที่ห้องอนุบาลปัญโญทัย แม้จะพบว่าการเป็นต้นแบบให้เด็ก ๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ความตั้งใจอย่างเปี่ยมล้นและพยายามเต็มกำลัง ก็ทำให้ครูอนุบาลวอลดอร์ฟต่างประเทศ แนะนำให้ครูที่อื่นมาดูแบบอย่างจากครูอ้อ

       ความสนใจในยูริธมี่ทำให้ครูอ้อเดินทางไปศึกษาทางด้านนี้ที่เยอรมันเป็นเวลา 4 ปี และศึกษาต่อด้านการสอนยูริธมี่อีก 1 ปี หลังจากสำเร็จการศึกษาเรียบร้อยแล้ว จึงนำความรู้ที่เรียนกลับมาใช้ในการพัฒนาเด็ก ๆ ที่ปัญโญทัย

 


John Chalmers


 

       

      จอห์นสำเร็จการศึกษาด้านปรัชญาและทฤษฎีศิลปะที่ University of California, Santa Barbara  ก่อนจะต่อปริญญาโทสาขามนุษยวิทยาที่ California State University Sacramento       จากนั้นก็ศึกษามนุษยปรัชญาและการศึกษาวอลดอร์ฟที่ Rudolf Steiner College 
         นอกจากสอนทั้งเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่แล้ว  จอห์นยังเคยทำด้านการบริหารด้วย  มีประสบการณ์มานานในการสอนด้านมนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์  เป็นครูสอนในโรงเรียนวอลดอร์ฟที่แคลิฟอร์เนียและฮาวายมากว่า 10 ปี ก่อนจะมาสอนที่ปัญโญทัย

 

         ครูเฮนรี่เป็นศิลปินด้านการเต้นรำและการแสดงในโรงโอเปร่ายุโรปมาหลายปี ก่อนจะหันมาทำงานสังคมสงเคราะห์และเรียนการศึกษาวอลดอร์ฟที่ Institut fur Waldorfpadagogik ที่ Witten Annen ประเทศเยอรมนี นอกจากนั้นเขายังเป็นนักดนตรี ช่างภาพ กราฟฟิกดีไซเนอร์ และครูสอนการละครในโรงเรียน Waldorf    ตลอดจนโรงเรียนอื่น ๆ ในเยอรมันมาหลายปี โดยระยะหลังทำงานกับเยาวชนที่มีปัญหาส่วนตัวและปัญหาสังคม

         เขามาเมืองไทยเพื่อสอนและทำวิจัยเรื่องระบบโรงเรียนไทยโดยเน้นที่คุณภาพ ของการศึกษา Waldorf ในสังคมไทย เขาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนสามารถพัฒนาได้และศิลปะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนา มนุษย

Henry Schopp


 

 

         หลังจากจบปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ครูขวัญได้มีโอกาสทำงานด้านโทรทัศน์ตามที่ฝันอยู่ 1 ปี แต่มีเหตุบังเอิญเปลี่ยนงานไปทำงานสถานทูตสาธารณรัฐสโลวัคอีก 1 ปี ซึ่งเป็นงานที่เบนเข็มชีวิตให้เข้ามาทำงานในธุรกิจค้าปลีกในเครือเซ็นทรัลฯในส่วนของ ฝ่ายจัดซื้ออยู่ 8 ปี

         แต่ละงานทำให้ครูขวัญรู้สึกว่า เรื่องของโอกาสนี้สำคัญ เราไม่อาจรู้เลยว่าช่วงเวลาไหนของชีวิตจะเป็นโอกาสที่สำคัญที่อาจพลิกชีวิตเราทั้งชีวิต ได้ เพราะฉะนั้นเราควรทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด แล้วทุกอย่างจะถูกต่อยอดด้วยตัวของมันเอง

         ครูขวัญมีกิจกรรมที่ทำอยู่ 2 อย่างคือ การฝึกศิลปะป้องกันตัวไอคิโดและการเล่นไวโอลิน กิจกรรมดนตรีนี้ทำให้ครูขวัญได้รู้จักครอบครัวปัญโญทัยครอบครัวหนึ่ง ซึ่งทำให้ได้รู้จักการศึกษาแบบ Waldorf และได้รับคำแนะนำให้มาเรียนในหลักสูตรของรัถยาคม จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้ครูขวัญตั้งใจจะเข้ามาเป็นหนึ่งในบุคลากรของปัญโญทัย

ขวัญตระกูล ทองอร่าม


 

 

Noela Maletz
วิทยากรพิเศษ


 

         โนล่าเริ่มชีวิตครูโดยสอนโรงเรียนมัธยมในออสเตรเลีย ก่อนจะเดินทางไปอังกฤษ และได้เข้าเรียนการศึกษาวอลดอร์ฟที่ Emerson College ครั้นกลับมาออสเตรเลียก็ได้ร่วมอยู่ในกลุ่มครูผู้ก่อตั้งโรงเรียน Mt. Barker Waldorf เมื่อปี 1978

         หลังจากใช้ชีวิตช่วงหนึ่งทำงานที่ศูนย์บำบัดทางสังคมที่ Ngeringa กับคนหนุ่มสาวที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โนล่าก็สอนภาษาอังกฤษและศิลปะที่โรงเรียน Mt. Barker เมื่อปี 1993 จนถึงปี 2002 จึงย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัย Adelaide

   โนล่าจบปริญญาโทสาขาสังคมศาสตร์เมื่อปี 2001 จากนั้นก็ให้บริการ counselling สำหรับผู้ใหญ่ ขณะเดียวกันก็คอยให้คำปรึกษาแนะนำแก่ครูตามโรงเรียนวอลดอร์ฟ ในออสเตรเลีย พร้อมทั้งสอนคอร์สสำหรับผู้ปกครองที่โรงเรียน Mt. Barker

กลับไปข้างบน